วางแผนกลยุทธ์สู่องค์กรที่ใช้ AI

Agentic AI คืออะไร? เจาะลึกเทคโนโลยี AI Agent ที่ต้องรู้เพื่อพลิกโฉมองค์กร

Agentic AI คืออะไร? ค้นพบความแตกต่างระหว่าง Agentic AI กับ Generative AI พร้อมเจาะลึกเทคโนโลยี AI Agent ที่จะมาช่วยยกระดับการทำงานได้ทั้งองค์กร

July 16, 2026
·
0
mins
ภีศเดช เพชรน้อย: วิทยากรด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ภีศเดช เพชรน้อย
CONSULT WITH US
Agentic AI คืออะไร? เจาะลึกเทคโนโลยี AI Agent ที่ต้องรู้เพื่อพลิกโฉมองค์กร
Share
Consult with us
Elevate your experience with us

Agentic AI คืออะไร? เจาะลึกเทคโนโลยี AI Agent ที่ต้องรู้เพื่อพลิกโฉมองค์กร

  • Agentic AI คืออะไร: ระบบ AI อัจฉริยะที่สามารถคิด วางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำงานได้ด้วยตัวเองแบบอัตโนมัติ (Proactive) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ต้องรอให้มนุษย์ป้อนคำสั่งในทุกขั้นตอน
  • ความแตกต่าง: Generative AI เน้นการ "สร้างสรรค์" คอนเทนต์ตามคำสั่ง (Reactive) ในขณะที่ Agentic AI เน้นการ "ลงมือทำ" (Action-oriented) เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยจัดการโปรเจกต์ให้
  • คุณค่าต่อองค์กร: เทคโนโลยี AI นี้ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน ทำให้ผู้นำและ HR สามารถนำเวลาอันมีค่าไปโฟกัสกับการพัฒนาคน (People Development) การสร้างวัฒนธรรมองค์กร และการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในทีมได้อย่างเต็มที่

สวัสดีครับผู้นำองค์กรและผู้ปฏิบัติงานด้าน HR ทุกท่าน! ในยุคที่โลกธุรกิจหมุนเร็วกว่าที่เคย เราต่างคุ้นชินกับการนำ เทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นตัวช่วยทุ่นแรง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า วันนี้ปัญญาประดิษฐ์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงตอบคำถามหรือวาดรูปตามสั่ง ปัจจุบันเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Agentic AI ซึ่งเปรียบเสมือนการจ้าง "พนักงานอัจฉริยะ" เพิ่มเข้ามาในทีม

บทความนี้ BASE Playhouse จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจว่า Agentic AI คืออะไร มีบทบาทอย่างไรในโลกธุรกิจ และองค์กรจะผสมผสานเทคโนโลยีนี้เข้ากับ "ทักษะความเป็นมนุษย์" อย่างเรื่องการทำงานเป็นทีมหรือความเป็นผู้นำได้อย่างไร เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ทำความรู้จัก Agentic AI คืออะไร?

เมื่อเราพูดถึงคำว่า Agentic AI หรือ AI Agent เรากำลังหมายถึง "ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิดและทำงานได้ด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระเพื่อบรรลุเป้าหมาย" สิ่งที่ทำให้ AI ประเภทนี้แตกต่างคือ ความสามารถในการวางแผนงาน (Planning) การเลือกใช้เครื่องมือ (Tool Use) และการลงมือทำ (Execution)

ตัวอย่างเช่น หากเราบอกว่า "ช่วยจัดตารางสัมภาษณ์งานผู้สมัคร 5 คนนี้ และจองห้องประชุมให้ด้วย" Agentic AI จะทำการตรวจสอบปฏิทินของผู้บริหาร ส่งอีเมลหาผู้สมัครแต่ละคนเพื่อหาเวลาที่ตรงกัน จองห้องประชุม และสร้างลิงก์การประชุมให้เสร็จสรรพ โดยที่เราไม่ต้องไปเขียนคำสั่งทีละขั้นตอนเลย

ความแตกต่างระหว่าง Agentic AI กับ Generative AI คืออะไร?

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วมันต่างจาก AI ที่เราใช้พิมพ์คุยกันอยู่ทุกวันอย่างไร? เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูข้อเปรียบเทียบกันครับ

1. Generative AI (ผู้สร้างสรรค์)

ในยุคที่ผ่านมา Generative AI กลายเป็นเครื่องมือที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น ทั้งการสร้างคอนเทนต์ ออกแบบภาพ คิดไอเดีย และสร้างวิดีโอ โดยเทคโนโลยีนี้สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ได้แก่:

  • Text Generation: การสร้างข้อความหรือบทความ
  • Image Generation: การสร้างรูปภาพจากคำสั่ง
  • Video Generation: การสร้างวิดีโอจากข้อความหรือเสียง
  • Design Generation: การออกแบบกราฟิกหรือผลิตภัณฑ์
  • Speech Generation: การสร้างเสียงพูดที่เป็นธรรมชาติ
  • Code Generation: การสร้างโค้ดสำหรับโปรแกรมเมอร์

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมืออีกมากมายที่ถูกพัฒนาขึ้น เช่น Google Gemini ที่โดดเด่นด้านการค้นคว้าและงานเขียน, DALL-E สำหรับสร้างภาพจากข้อความ, Nano Banana และ Veo3 สำหรับสร้างวิดีโอ ไปจนถึง Sora ที่โดดเด่นเรื่องการสร้างวิดีโอที่มีความสมจริงสูง

แต่ข้อจำกัดของ Generative AI คือ มันมีลักษณะแบบรับคำสั่ง (Reactive) คือจะทำงานก็ต่อเมื่อมนุษย์ป้อนคำสั่งหรือ Prompt เข้าไปเท่านั้น

2. Agentic AI (ผู้ดำเนินการ)

ในขณะที่ ความแตกต่างระหว่าง Agentic AI กับ Generative AI คือ AI Agent จะทำหน้าที่เหมือน "ผู้บริหารโครงการ" ที่รับเป้าหมายใหญ่มา แล้วไปคิดแตกย่อยงานเอง พร้อมทั้งลงมือทำให้เสร็จสมบูรณ์

Agentic AI ทำอะไรได้บ้าง? สู่การเป็น "ฟันเฟืองสำคัญ" ของทีมเวิร์ค

การนำ AI เข้ามา ไม่ใช่การแย่งงาน แต่เป็นการนำมาใช้เพื่อส่งเสริม การทำงานเป็นทีม ในองค์กร

การทำงานเป็นทีม คือ กระบวนการทำงานร่วมกันของสมาชิกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งการมี AI Agent เข้ามา จะช่วยให้มนุษย์มีเวลาไปโฟกัสกับคุณค่าที่แท้จริงของการเป็นทีมเวิร์ค โดย team work ที่ดีควรมีหลักการ ดังนี้:

  • จริงใจและเชื่อใจกัน: เป็นพื้นฐานที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานร่วมกัน
  • ทักษะการสื่อสารที่ดี: ทั้งวัจนภาษา อวัจนภาษา และการใช้น้ำเสียงที่เหมาะสม จะช่วยลดความขัดแย้งในการทำงาน
  • การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน: เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกและช่วยให้บรรลุเป้าหมายไปพร้อมกัน
  • เป็นผู้นำมีศักยภาพและเป็นผู้ตามที่ดี: คือการรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่
  • เคารพความแตกต่างของผู้อื่น: ยอมรับความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ และวัฒนธรรม

เมื่อ Agentic AI รับหน้าที่ทำงานรูทีนที่น่าเบื่อไป ทีมงานจะมีเวลามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกิดไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ ๆ และช่วยกันแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศในการทำงานดีขึ้น

ยกระดับความเป็นผู้นำ (Leadership) เมื่อเทคโนโลยี AI ทำงานแทนคุณ

ผู้บริหารหรือหัวหน้างานมักหมดเวลาไปกับงานเอกสารหรือการตัดสินใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อมี Agentic AI เข้ามาช่วยจัดการ ผู้นำจึงสามารถก้าวขึ้นไปโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ "คน"

ผู้นำที่ดีควรมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการทำงาน บริหารจัดการทีม และผลักดันองค์กรให้บรรลุเป้าหมาย องค์กรที่แข็งแกร่งต้องมีผู้นำที่สามารถพัฒนาทีมได้ โดยมี 5 คุณสมบัติสำคัญของผู้นำที่องค์กรต้องการ ดังนี้:

  1. ความสามารถในการสร้าง People Development: เข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของทีม และวางแผนพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ
  2. ทักษะการสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration): สื่อสารวิสัยทัศน์ชัดเจน และกระตุ้นให้ทีมทำงานด้วยความมุ่งมั่น
  3. ความสามารถในการสร้าง Culture ที่แข็งแกร่ง: กำหนดค่านิยม และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา
  4. การให้ Permission และการเสริมพลัง (Empowerment): มอบอำนาจการตัดสินใจ และสนับสนุนให้ทีมกล้าคิดและลงมือทำ
  5. การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องใน 5 ระดับ (Leadership Levels): ตามแนวคิดของ John C. Maxwell ซึ่งประกอบด้วยระดับ Position, Permission, Production, People Development, และ Pinnacle

วิธีโน้มน้าวใจและ Pitching ให้องค์กรพร้อมเปิดรับ AI

การนำ Agentic AI เข้ามาใช้ อาจต้องเผชิญกับความต้านทานจากคนในองค์กร HR และผู้บริหารจึงจำเป็นต้องใช้ศิลปะแห่งการสื่อสารเพื่อสร้างการยอมรับ

ศาสตร์แห่งการโน้มน้าวใจ (Persuasion)

การโน้มน้าวใจ คือ ทักษะการสื่อสารที่ช่วยให้ผู้ฟังเปิดใจและคล้อยตาม โดยมีองค์ประกอบ 3 ประการคือ ความน่าเชื่อถือ ความมีเหตุผล และการแสดงออกทางอารมณ์ เราสามารถนำ 5 เทคนิคการพูดโน้มน้าวใจไปปรับใช้ได้ดังนี้:

  • แสดงความจริงใจ: เริ่มจากการพูดจากใจ สื่อสารด้วยความโปร่งใสและตรงไปตรงมา
  • สื่อสารตรงประเด็นด้วยภาษาที่โน้มน้าวใจ: ช่วยประหยัดเวลาและสร้างความประทับใจให้ผู้ฟังได้ในเวลาอันสั้น
  • ฟังอย่างตั้งใจ: ไม่ขัดจังหวะ เพื่อทำความเข้าใจความรู้สึกและความต้องการเชิงลึกของคู่สนทนา
  • สร้างแรงจูงใจ: พูดในสิ่งที่อีกฝ่ายอยากได้ยิน และหาจุดร่วมที่มีเป้าหมายเดียวกัน
  • หาจุดพึงพอใจร่วมกัน: ใช้หลักการ "Win-Win Theory" เพื่อหาข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจและไม่รู้สึกเสียเปรียบ

การทำ Pitching อย่างมืออาชีพ

หากคุณต้องเสนอโปรเจกต์ AI ให้กับบอร์ดบริหาร Pitching คือการนำเสนอไอเดีย โครงการ หรือโซลูชันให้ผู้ฟังเข้าใจและเชื่อมั่นภายในกรอบเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยอาจใช้ Sales Pitch เพื่อนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้า หรือ Investor Pitch เพื่อระดมทุน

4 หัวใจหลักในการทำ Pitching Deck ให้ปัง คือ:

  1. เริ่ม Pitch ด้วย Hook ที่ดึงดูดความสนใจ: อาจเป็นคำถามที่กระตุ้นความคิด หรือสถิติที่สะท้อน Pain Point เพื่อเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง
  2. ออกแบบ Pitching Deck ให้ Simple แต่ Impactful: ใช้แนวคิด "Less is More" เน้นสื่อสารประเด็นสำคัญอย่างชัดเจน
  3. สื่อสารผ่าน Pain Point พร้อมนำเสนอ Solution: แสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจปัญหาและสถานการณ์ที่แท้จริง
  4. ทำให้ทุกสไลด์เข้าใจง่ายด้วย Storytelling: ร้อยเรียงเรื่องราวให้ผู้ฟังเข้าใจปัญหาและเชื่อมั่นกับแนวทางแก้ไข โดยประกอบด้วย คน ปัญหา และทางออก

ก่อนนำเสนอ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมโดยการศึกษาเป้าหมายของลูกค้าให้ลึกซึ้ง กำหนดเป้าหมายของการ Pitching ให้ชัดเจน และซ้อมตอบคำถามทุกครั้งก่อนเข้า Pitch

Actionable Takeaways: สรุปแนวทางนำไปปรับใช้ในองค์กร

  1. Educate & Explore: ให้ความรู้พนักงานถึงความแตกต่างระหว่าง Agentic AI กับ Generative AI เพื่อลดความกลัวว่าจะถูกแย่งงาน และชี้ให้เห็นว่า AI คือ "ผู้ช่วย"
  2. Upskill Soft Skills: เมื่อ AI ทำงานเชิงเทคนิคแทนได้ องค์กรต้องเร่งพัฒนาทักษะมนุษย์ เช่น การทำงานเป็นทีมเวิร์ค การสื่อสาร และการเป็นผู้นำ
  3. Pitch & Persuade: ใช้ทักษะการ Pitching ควบคู่กับจิตวิทยาการโน้มน้าวใจ เพื่อขออนุมัติงบประมาณจากผู้บริหารในการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการฝึกอบรม

หลักสูตรแนะนำด้าน AI

Generative AI in Action

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เร็วขึ้น ด้วยพลังสร้างสรรค์จาก AI

หลักสูตรนี้จะพาคุณไปเรียนรู้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน กลไกการทำงาน กระบวนการคิด การฝึกฝนเทคนิคการออกแบบคำถามหรือคำสั่ง ให้คุณได้ฝึกทักษะแห่งโลกอนาคต ที่นำไปใช้งานได้จริง ตลอดจนรู้จักวิธีเลือก AI Tools ที่ตอบโจทย์สำหรับคุณ

คอร์สนี้เหมาะกับ

'Generative AI in Action' เหมาะสำหรับบุคลากรในทุกระดับขององค์กร

สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับ

  • Deep Understanding - เข้าใจ concept กลไกการทำงานของ Generative AI และ use-case การนำไปใช้ในโลกธุรกิจ
  • Creativity Unlocked - ได้ฝึกเทคนิคการสั่งงาน AI ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อปลดล็อกกระบวนการคิด
  • Enhanced Efficiency - เพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพ

รายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม 

คลิกที่นี่

ติดต่อปรึกษา BASE Playhouse ฟรี! โทร 094-191-4626 หรือกรอกข้อมูลเพื่อติดต่อกลับ ที่นี่