อีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) ทางเลือกใหม่ของการเรียนรู้นอกห้องเรียน
อีเลิร์นนิ่งรูปแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาองค์กร แนวทางการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดแค่ในห้องเรียน ทำความรู้จักความสำคัญ องค์ประกอบ ข้อดี และแนวทางการใช้งานได้ที่นี่

ความสำคัญของอีเลิร์นนิ่ง ช่วยพัฒนาองค์กรให้ก้าวกระโดดได้แม้อยู่นอกห้องเรียน
เรียนจบหลักสูตร แต่พอกลับมาทำงานจริงกลับไม่รู้จะเอาไปใช้ยังไง? เพราะการพัฒนาทักษะไม่ควรหยุดอยู่แค่ในห้องเรียน อีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) ระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ระบบที่จะเข้ามาเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ของการเรียนรู้ให้ไม่หยุดอยู่แค่ “เรียนจบ” แต่จะพาคุณไปถึง “การใช้งานจริง”
แล้วอีเลิร์นนิ่งคืออะไร สำคัญอย่างไร แล้วหากสนใจจะสามารถเรียนได้ที่ไหน บทความนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ e-learning แนวทางการเรียนรู้เพื่อการใช้งาน ตั้งแต่ความหมาย ความสำคัญ ประโยชน์ องค์ประกอบสำคัญ ไปจนถึงเครื่องมือที่น่าสนใจ ถ้าอยากรู้กันแล้วว่าอีเลิร์นนิ่ง (e-learning) คืออะไร สำคัญอย่างไร หาคำตอบได้แล้วที่นี่!
อีเลิร์นนิ่ง (e-learning) สำคัญอย่างไรกับองค์กร
อีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) คือ การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ที่ผู้เรียนสามารถเข้าถึงบทเรียน เนื้อหา วิดีโอ แบบทดสอบ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟนได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน พูดง่าย ๆ คืออีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) เป็นระบบที่เปลี่ยนแนวทางการเรียนรู้จากเดิมที่ “ต้องไปเรียน” เป็น “การเรียนที่อยากเรียนเมื่อไหร่ก็เรียนได้ทันที”
สำหรับองค์กรระบบอีเลิร์นนิ่งถือเป็นแนวทางการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ จากระบบที่ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ทำให้พนักงานสามารถกลับมาเรียน ทบทวน และนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดกับงานได้อย่างต่อเนื่อง แก้ปัญหาคนวัยทำงานที่อยากพัฒนาตนเองแต่ไม่มีเวลาได้อย่างตรงจุด
โดยความสำคัญของระบบ e-learning ต่อองค์กรจะมีดังนี้
- อีเลิร์นนิ่งทำให้การเรียนรู้ยืดหยุ่นมากขึ้น พนักงานสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำกัดว่าต้องอยู่แค่ในห้อง
- ต่อยอดการเรียนรู้ให้ไม่หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน หลังจบหลักสูตรผู้เรียนสามารถทบทวน ฝึกฝน หรือกลับไปดูเนื้อหาที่จำเป็นได้ด้วยตนเอง
- รองรับการพัฒนาคนหลายกลุ่ม สามารถจัดเนื้อหาให้เหมาะกับตำแหน่ง ระดับประสบการณ์ หรือทักษะที่แต่ละกลุ่มต้องการได้
- เรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเรียนครั้งเดียวแล้วจบ ผู้เรียนสามารถแบ่งการเรียนรู้เป็นช่วง ๆ และค่อย ๆ สะสมทักษะได้ตามความเหมาะสม
- สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง เมื่อการเรียนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่มี Training พนักงานก็มีโอกาสกลับมาเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้บ่อยขึ้น
- อีเลิร์นนิ่งช่วยให้ HR เห็นพัฒนาการของผู้เรียนได้แบบ Real time สามารถติดตามกิจกรรมและความก้าวหน้าใน Journey การเรียนรู้ของผู้เรียนได้แบบรายบุคคล
องค์ประกอบสำคัญของระบบอีเลิร์นนิ่ง (e-Learning)
ไม่ใช่ทุกแพลตฟอร์มที่มีการเรียนการสอนและแบบทดสอบจะเป็นระบบอีเลิร์นนิ่ง e-Learning ที่เหมาะกับการพัฒนา เพราะระบบอีเลิร์นนิ่งที่ดีจำเป็นต้องมีทั้งเนื้อหา วิธีการเรียนรู้ และระบบที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในการทำงานจริงได้
ซึ่งองค์ประกอบสำคัญของระบบอีเลิร์นนิ่งจะมีอยู่ทั้งหมด 5 ส่วน ดังนี้
- เนื้อหาที่เหมาะกับการเรียนในช่องทางออนไลน์
เนื้อหาควรกระชับ เข้าใจง่าย และออกแบบให้เหมาะกับพฤติกรรมของคนทำงาน ไม่ใช่เพียงนำสไลด์จากห้องเรียนมาเปลี่ยนเป็นไฟล์ออนไลน์ แล้วเรียกว่าอีเลิร์นนิ่ง
- ผู้เรียนเกิด Learning Experience
การเรียนที่ดีควรมีมากกว่าแค่การอ่านหรือดูวิดีโอ ควรมีคำถาม แบบทดสอบ กิจกรรม หรือภารกิจที่ช่วยให้ผู้เรียนได้คิดและลงมือทำจริง
- มีระบบติดตามผลการเรียนรู้
องค์กรควรเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้เรียนเริ่มต้นจากจุดไหนและมีพัฒนาการอย่างไร เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้วางแผนพัฒนาคนต่อได้ในอนาคต
- มีการเรียนรู้หลังจบหลักสูตร
เพราะการอบรมหนึ่งครั้งไม่ได้รับประกันว่าพฤติกรรมจะเปลี่ยน ระบบจึงควรช่วยให้ผู้เรียนกลับมาทบทวนและฝึกฝนต่อได้ด้วยตนเอง
- มีข้อมูลที่นำไปใช้ต่อได้
ข้อมูลจากการเรียนรู้ควรมีประโยชน์ต่อทั้งผู้เรียน Manager และ HR ไม่ใช่เก็บไว้เพียงเพื่อเช็กสถานะว่า “เรียนแล้ว”
ประโยชน์ของระบบอีเลิร์นนิ่ง (e-Learning)
ประโยชน์ของระบบ e-Learning ไม่ได้มีแค่เรื่องของความสะดวกสบายของผู้เรียนเท่านั้น เพราะประโยชน์ของระบบนี้ยังส่งผลไปถึงภาพรวมขององค์กร และการบริหารงานของ HR ซึ่งเราจะมาเจาะลึกกันในหัวข้อนี้
ประโยชน์ของระบบอีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) ต่อผู้เรียน
- อีเลิร์นนิ่งเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ แบบไม่มีตารางเวลากำหนด
- ทบทวนเนื้อหาได้ตามจังหวะของตัวเอง หากยังไม่เข้าใจ ผู้เรียนสามารถกลับมาเรียนซ้ำหรือทบทวนเฉพาะส่วนที่ต้องการได้
- เรียนรู้ได้สั้นและต่อเนื่อง สามารถแบ่งเวลาเรียนเป็นช่วงสั้น ๆ ระหว่างวันได้ เหมาะกับคนทำงานที่มีตารางค่อนข้างแน่น
- นำความรู้กลับมาใช้ได้ทันที เมื่อเจอสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน ผู้เรียนสามารถกลับมาเปิดดูเนื้อหาเพื่อทบทวนและนำไปปรับใช้กับงานได้ทันที
- ติดตามพัฒนาการของตัวเองได้ ช่วยแสดงความคืบหน้า ผลการเรียน หรือกิจกรรมที่ทำไปแล้ว ทำให้ผู้เรียนเห็นว่าตนเองมีพัฒนาการอย่างไร
ประโยชน์ของระบบอีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) ต่อองค์กร
- อีเลิร์นนิ่งรองรับพนักงานจำนวนมากได้ สามารถนำเนื้อหาเดียวกันไปใช้ได้ในหลายทีม แบบไม่ต้องจัดห้องเรียนใหม่ทุกครั้ง
- ลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ องค์กรสามารถออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันได้
- ช่วยต่อยอดการอบรมให้เกิดขึ้นจริง ช่วยเชื่อมความรู้จากบทเรียนเข้ากับการทำงานจริง จากระบบ e-Learning ที่มีแบบฝึกหัด ภารกิจ และการทบทวนหลังเรียน
- สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ พนักงานมีโอกาสพัฒนาทักษะนอกเหนือจากช่วง Training ได้มากขึ้น เมื่อการเรียนรู้เข้าถึงง่ายและเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
ประโยชน์ของระบบอีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) ต่อ HR
- ติดตามการเรียนรู้ของพนักงานได้ง่ายขึ้น HR สามารถดูข้อมูลการเข้าเรียน ความคืบหน้า ผลการเรียน หรือกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบได้
- เห็นภาพรวมของการพัฒนาทักษะ สามารถนำข้อมูลจากการเรียนรู้มาประกอบการวิเคราะห์ได้ว่าพนักงานหรือทีมไหน จำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้านใดเพิ่มเติม
- การเรียนรู้เป็นระบบมากขึ้น ระบบ e-Learning ช่วยรวบรวมกระบวนการเรียนรู้ไว้ในพื้นที่เดียว จากเดิมที่ข้อมูลการอบรมอาจกระจายอยู่หลายช่องทาง
- อีเลิร์นนิ่งช่วยลดงานจัดการที่ไม่จำเป็น เช่น การส่งเอกสาร การติดตามสถานะการเรียน หรือการรวบรวมข้อมูลการเรียนรู้บางส่วน ทำให้ HR มีเวลาไปโฟกัสกับงานพัฒนาคนในภาพใหญ่ได้มากขึ้น
JOINSTICK อีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) ยุคใหม่ ที่เรียนรู้ได้นอกห้องเรียน
เมื่อโจทย์ของการเรียนไม่ได้อยู่ที่ “เรียนเพื่อให้จบ” แต่เป็น “เรียนเพื่อเอาไปใช้” แนวคิดของการเรียนจึงเปลี่ยนไป
JOINSTICK Learning & Development Platform ระบบอีเลิร์นนิ่งในรูปแบบ Mobile App ที่ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ให้เชื่อมต่อกันเพื่อการนำไปใช้จริงตั้งแต่ Before Class, During Class ไปจนถึง Out of Class เพื่อเป้าหมายการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ
โดยจุดแข็งหลักของ JOINSTICK จะมีดังนี้
ออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียน (Mission-Based Learning)
การเรียนรู้จะเริ่มมีความหมายมากขึ้นเมื่อผู้เรียนไม่ได้รู้แค่ว่า “ต้องเรียนอะไร” แต่รู้ด้วยว่า “เรียนแล้วจะเอาไปใช้ทำอะไร” JOINSTICK ใช้แนวคิด Mission-Based Learning เพื่อให้ผู้เรียนฝึกฝนจากภารกิจที่ออกแบบตามสิ่งที่ต้องการพัฒนา แทนการให้ดูเนื้อหาแล้วจบไป ผ่านภารกิจที่ออกแบบมาให้ผู้เรียนลงมือทำจริงหลังเรียนจบ แทนที่จะให้พนักงานอ่านทฤษฎีแล้วจบด้วยแบบทดสอบ
ซึ่งแนวคิดนี้เองที่ทำให้ระบบอีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) จาก JOINSTICK ขยับจากการเป็นพื้นที่เก็บบทเรียน มาเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เกิดการฝึกฝน เพราะทักษะหลายอย่างไม่ได้เกิดจากการรู้คำตอบ แต่เกิดจากการลงมือทำซ้ำ ๆ
ออกแบบการเรียนให้ง่าย ทำได้ทุกเวลา (Micro Learning)
ในชีวิตจริงคนทำงานไม่ได้มีเวลาว่างวันละหลายชั่วโมงสำหรับนั่งเรียนออนไลน์ การแบ่งเนื้อหาออกเป็นช่วงสั้น ๆ จึงช่วยเพิ่มโอกาสในการแทรกบทเรียนเข้าไปในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น JOINSTICK ใช้หลัก Micro Learning ในการออกแบบเนื้อหาให้ใช้เวลาประมาณ 5–10 นาทีต่อครั้ง ผ่านระบบอีเลิร์นนิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา
เห็นพัฒนาการแบบ Real-time ด้วยระบบ Tracking (Real-time Progress)
เรียนไปแล้วเป็นอย่างไร? ทำภารกิจถึงไหน? ยังมีอะไรที่ต้องพัฒนาต่อ? คำถามเหล่านี้สำคัญพอ ๆ กับการมีบทเรียนที่ดี เพราะเมื่อผู้เรียนไม่เห็นพัฒนาการของตนเอง การเรียนอย่างต่อเนื่องก็ถือเป็นเรื่องยาก
ด้วยเหตุนี้ JOINSTICK จึงมี Real-time Progress ที่ช่วยให้ผู้เรียนเห็นว่าตนเองพัฒนาไปมากแค่ไหน และควรเดินหน้าต่อในส่วนใด และในขณะเดียวกันฝั่ง HR ก็สามารถเห็น Progress ของผู้เรียนอีเลิร์นนิ่งผ่าน HR Dashboard ได้เช่นกัน
เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้เรียนด้วยคู่เทียบ (Leaderboard & Rewards)
การเรียนรู้ที่ดีต้องมีทั้งเนื้อหาและแรงผลักให้คนอยากกลับมาเรียนต่อ JOINSTICK นำ Leaderboard & Rewards เข้ามาเติมสีสันให้ประสบการณ์การเรียนรู้ โดยผู้เรียนสามารถสะสมคะแนน รับ Badge และเห็นความก้าวหน้าของตัวเองเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานได้ ทำให้ผู้เรียนอยากกลับมาเดินหน้าต่อ

.png)





