5 กลยุทธ์การโน้มน้าวใจ ดีลใหญ่แค่ไหนก็ปิดการขายได้อยู่หมัด!
เปิดเทคนิค 5 กลยุทธ์การโน้มน้าวใจ ที่ไม่ว่าคู่สนทนาจะเป็นใครก็ปิดการขายได้อยู่หมัด เปลี่ยนความคิดของผู้ฟังพร้อมอัปสกิลการโน้มน้าวใจของคุณไปอีกขั้นได้ที่นี่!

5 กลยุทธ์การโน้มน้าวใจ ดีลใหญ่แค่ไหนก็ปิดการขายได้อยู่หมัด!
ในโลกการทำงานที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่การแข่งขัน ศิลปะการโน้มน้าวใจจึงไม่ใช่แค่ทักษะเสริม แต่เป็นทางรอดที่ช่วยเพิ่มโอกาส และทำให้ชีวิตการทำงานของคุณง่ายขึ้น!
ยกระดับทักษะพร้อมเปิดโอกาสใหม่ในโลกการทำงานไปอีกขั้นกับ 5 กลยุทธ์การโน้มน้าวใจ กลยุทธ์ที่จะช่วยให้การสื่อสารของคุณทรงพลังมากขึ้น ที่ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอ การเจรจาต่อรอง หรือการพูดเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก็จบได้ง่าย ๆ แบบมั่นใจ และถ้าคุณอยากก้าวสู่การเป็นเซลส์มืออาชีพที่ปิดดีลได้ทุกสถานการณ์ เราบอกเลยว่านี่คือสกิลสำคัญที่คนอยากเติบโตในสายงานนี้ต้องห้ามพลาด!
การโน้มน้าวใจมีประโยชน์อย่างไรทำไมถึงเป็นทักษะสำคัญ
การโน้มน้าวใจ คือทักษะการสื่อสารที่ช่วยให้ผู้ฟังเปิดใจและคล้อยตามไปกับสิ่งที่เราต้องการสื่อสาร โดยหัวใจหลักของการโน้มน้าวใจนั้นอยู่ที่การเลือกใช้คำพูด น้ำเสียง และวิธีการเล่าเรื่องที่เหมาะสม
โดยเฉพาะในโลกการทำงานการพูดโน้มน้าวจิตใจถือเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้ในหลากหลายด้าน ที่ไม่ว่าจะเป็นการขาย การขอความช่วยเหลือ การปิดดีล การแก้ไขปัญหา หรือการสร้างความสัมพันธ์ในด้านการงานก็จำเป็นต้องใช้ทักษะการโน้มน้าวใจทั้งสิ้น

องค์ประกอบ 3 ประการของจิตวิทยาการโน้มน้าวใจ
การโน้มน้าวใจในนิยามของศาสตร์แห่งจิตวิทยา คือ การสื่อสารที่ผู้พูดพยายามสร้างอิทธิพลให้ “เหนือกว่า” ผู้ฟัง โดยการใช้ “วาทศิลป์” เพื่อเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติ ความเชื่อ และความรู้สึก ผ่านการใช้ภาษาในรูปแบบต่าง ๆ โดยการพูดโน้มน้าวใจสามารถเกิดขึ้นได้จาก 3 องค์ประกอบ ดังนี้
1. ความน่าเชื่อถือ
องค์ประกอบแรกของการโน้มน้าวใจ คือ ความน่าเชื่อถือ หมายถึงความน่าเชื่อถือของทั้งผู้พูด ผลงาน และแหล่งข้อมูล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ฟังเปิดใจรับฟังและคล้อยตาม เพราะเมื่อผู้พูดมีความรู้ ความเข้าใจ และความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ มากพอ ปัจจัยเหล่านั้นจะส่งเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้พูด ส่งผลให้การโน้มน้าวใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. ความมีเหตุผล
องค์ประกอบข้อที่สองของการโน้มน้าวใจ คือ ความมีเหตุผล การพูดโน้มน้าวใจต้องใช้เหตุผลที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ฟังเห็นถึงความถูกต้องและความสมเหตุสมผลของข้อเสนอหรือความคิดเห็นนั้น ๆ โดยการใช้สถิติ ตัวเลข กราฟ ไปจนถึงการเปรียบเทียบ สิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของการพูดโน้มน้าวใจได้
3. การแสดงออกทางอารมณ์
องค์ประกอบสุดท้ายของการพูดโน้มน้าวใจ คือ การแสดงออกทางอารมณ์ เป็นการนำอารมณ์มาเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงความรู้สึกระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังไว้ด้วยกัน โดยผู้พูดอาจเลือกใช้อารมณ์กระตุ้นความเห็นอกเห็นใจ ความโกรธ ความตื่นเต้น ไปจนถึงความกลัว เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังและกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจหรือการกระทำบางอย่างตามที่ผู้พูดต้องการ

5 เทคนิคการพูดโน้มน้าวใจ พูดอย่างไรให้เป้าหมายสำเร็จ
1. แสดงความจริงใจ
“อยากได้สิ่งใด ต้องเป็นฝ่ายมอบให้ก่อน” ประโยคนี้เป็นคติที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะกับการพูดโน้มน้าวใจคน ที่หากเราต้องการความเชื่อใจและความไว้วางใจจากใคร เราต้องเป็นฝ่ายแสดงความจริงใจให้อีกฝ่ายก่อน
เช่นเดียวกันกับโลกธุรกิจที่ความรู้สึกคล้อยตามจะเกิดขึ้นได้นั้น ความจริงใจต้องเกิดขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งเราสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการเริ่มจาก “การพูดจากใจ” คือ พูดออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง ไม่พยายามสร้างภาพลักษณ์หลอกลวง ที่ผู้ฟังอาจสัมผัสได้จากท่าทางและน้ำเสียง ที่อาจทำให้การโน้มน้าวใจเป็นไปได้ยากกว่าเดิม
โดยเราสามารถแสดงความจริงใจได้ง่าย ๆ โดยการ “สื่อสารด้วยความโปร่งใส” ผ่านการพูดอย่างตรงไปตรงมา เพื่อบอกความต้องการของตนเองอย่างชัดเจน เพราะสิ่งนี้จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าผู้พูดไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแอบแฝง ไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้นอะไรอยู่
การโน้มน้าวใจผ่านการแสดงความจริงใจตัวอย่างสั้น ๆ เช่น แนะนำสินค้าอย่างละเอียด และตรงไปตรงมา ไม่ยัดเยียดหรืออวดอ้างสรรพคุณเกินจริงจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกอึดอัดใจ
2. สื่อสารตรงประเด็นด้วยภาษาที่โน้มน้าวใจ
การใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมาแต่ดึงดูดใจ เทคนิคการพูดโน้มน้าวที่ไม่ว่าผู้ฟังเป็นใครก็ต้องรู้สึกดึงดูดใจทั้งสิ้น
อย่างที่เรารู้กันดีว่าเวลาของทุกคนเป็นสิ่งที่มีค่า การสื่อสารอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา จึงเป็นอีกหนึ่งเทคนิคการโน้มน้าวใจที่ทั้งประหยัดเวลา และสร้างความประทับใจให้ผู้ฟังได้ในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะกับการเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าระดับสูง หรือการพูดโน้มน้าวใจลูกค้าเพื่อปิดดีลใหญ่ ที่ยิ่งใช้ระยะเวลาในการพูดคุยและนำเสนอนานมากเท่าไหร่ เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จในการเจรจาก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น การสื่อสารอย่างชัดเจน ตรงประเด็น และดึงดูดใจ ในระยะเวลาที่เหมาะสม จึงเป็นวิธีการพูดโน้มน้าวใจที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในโลกธุรกิจ
การพูดโน้มน้าวใจด้วยการสื่อสารที่ตรงประเด็นตัวอย่าง เช่น พูดถึงข้อเสียหรือความเสี่ยงที่อาจได้รับอย่างตรงไปตรงมา พร้อมนำเสนอข้อเสนอที่ดึงดูดใจ
3. ฟังอย่างตั้งใจ
การฟังอย่างตั้งใจ คือ กุญแจสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกและความต้องการเชิงลึกของคู่สนทนา โดยเฉพาะในการโน้มน้าวใจที่ไม่ได้มีแค่เราเป็นคู่สนทนาเพียงผู้เดียว การฟังอย่างตั้งใจจะทำให้เราเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการของผู้พูดได้อย่างชัดเจน ที่จะสร้างข้อได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง
โดยการฟังด้วยความตั้งใจนั้นไม่ใช่แค่เพียงการฟังคำพูดให้ผ่าน ๆ ไป แต่เป็นการฟังอย่างมีสติ มีสมาธิ และคิดวิเคราะห์ตามสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เพื่อทำความเข้าใจความหมายหรือความต้องการของอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง โดยเคล็ดลับของการโน้มน้าวใจด้วยการฟังนั้นไม่ได้อยู่ที่เราแต่อยู่ที่ผู้พูด เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรขัดจังหวะ พูดแทรก หรือรีบร้อนตอบคำถามมากจนเกินไป เพราะสิ่งนี้อาจจะทำให้เราตีความความหมายของอีกฝ่ายผิดพลาด แต่ควรเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกอย่างเต็มที่ และรอให้อีกฝ่ายพูดทุกอย่างจนจบก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาในการตอบคำถามเพื่อโน้มน้าวใจในจังหวะที่เหมาะสม
การโน้มน้าวใจผ่านการฟังอย่างตั้งใจตัวอย่างสั้น ๆ เช่น ฟังผู้อภิปรายในที่ประชุมอย่างตั้งใจ พร้อมนำเสนอแนวทางที่ตรงกับความต้องการ ในภาษาที่ตรงกับความต้องการเชิงลึกของผู้พูดจากเนื้อหาในที่ประชุม

4. สร้างแรงจูงใจ
ความต้องการตรงกันแต่วิธีคิดไม่เหมือนกัน หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในโลกการทำงาน แต่ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปเพราะปัญหานี้แก้ได้ด้วยการสร้างแรงจูงใจ
การสร้างแรงจูงใจ คือ กลยุทธ์การโน้มน้าวใจที่มีประสิทธิภาพในการสร้างผลลัพธ์ที่ตรงใจ โดยการสร้างแรงจูงใจนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ ผ่านการทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก และความต้องการของอีกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การโน้มน้าวใจที่สร้างผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน
ซึ่งเคล็ดลับง่าย ๆ ของการสร้างแรงจูงใจ คือ “การพูดในสิ่งที่อีกฝ่ายอยากได้ยิน” โดยเริ่มต้นจากคิดในมุมมองของอีกฝ่าย เพื่อหา “จุดร่วม” ที่ทั้งสองฝ่ายมีเหมือนกัน แล้วค่อย ๆ โน้มน้าวใจให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราทั้งคู่ต่างมีความต้องการและจุดมุ่งหมายเดียวกัน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าทำให้อีกฝ่ายเป็นทีมเดียวกับเรา เพราะเมื่ออีกฝ่ายรู้สึกว่าสิ่งที่เรากำลังนำเสนอเป็นจุดมุ่งหมายเดียวกัน หรือได้รับผลประโยชน์มากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ อีกฝ่ายจะมีแนวโน้มที่จะทำตามข้อเสนอของเราได้ง่ายขึ้น
การพูดโน้มน้าวใจด้วยการสร้างแรงจูงใจตัวอย่าง เช่น “หากคุณเข้าร่วมโครงการนี้ คุณจะได้รับผลประโยชน์ และสามารถนำไปพัฒนาองค์กรของคุณให้มั่นคงมากขึ้นในอนาคต”
5. หาจุดพึงพอใจร่วมกัน
การหาจุดพึงพอใจร่วมกัน คือ เทคนิคการพูดโน้มน้าวใจข้อสุดท้าย ที่เป็นกลยุทธ์เชื่อมรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างคู่เจรจา ที่ใช้ได้ดีในสถานการณ์ที่ความต้องการไม่ตรงกัน ผ่านหลักการ “Win - Win Theory” ซึ่งเป็นการหาข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจและได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่ากำลังโดนเอาเปรียบ
ซึ่งหลักการของวิธีพูดโน้มน้าวใจโดยการหาจุดพึงพอใจร่วมกันนั้น จะค่อนข้างคล้ายกับการโน้มน้าวใจผ่านการสร้างแรงจูงใจ แต่จะแตกต่างกันตรงที่การสร้างแรงจูงใจเป็นการโน้มน้าวใจที่เริ่มต้นจากความรู้สึกกลาง ๆ ไปจนถึงแง่บวก แต่การหาจุดพึงพอใจร่วมกันจะเป็นการโน้มน้าวใจที่มักจะทำเมื่อเกิดความขัดแย้ง
โดยเคล็ดลับของการโน้มน้าวใจผ่านการหาจุดร่วมนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ ผ่านการฟังและจับความต้องการในใจของคู่สนทนา เพื่อนำเสนอผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม และลดความขัดแย้งในความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนา
การโน้มน้าวใจผ่านการฟังอย่างตั้งใจตัวอย่างสั้น ๆ เช่น ผู้ผลิตไม่สามารถลดราคาสินค้าได้ เพราะจะทำให้ธุรกิจขาดทุน แต่คนกลางต้องการขายในราคาที่ผู้ซื้อจับต้องได้ คนกลางจึงเสนอสัญญาการสั่งสินค้าระยะยาวเพื่อทำการโน้มน้าวใจผู้ขายให้ตกลงขายในราคาที่ต้องการ
หลักสูตรแนะนำ Essentials of B2B Selling & Closing

Essentials of B2B Selling & Closing ธุรกิจ B2B ในปัจจุบันมีความซับซ้อนสูง ผู้ขายต้องเจรจากับผู้มีอำนาจตัดสินใจหลายฝ่าย (Stakeholders & C-Suite) และต้องสามารถปิดการขายที่มีมูลค่าสูงได้อย่างมั่นใจ
หลักสูตรนี้เหมาะกับ
‘Essentials of B2B Selling & Closing’ เหมาะสำหรับบุคลากรในฝ่ายขาย ตั้งแต่ระดับพนักงานไปจนถึงผู้จัดการ หรือผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการขาย B2B
สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับ
- เข้าใจกระบวนการขาย B2B อย่างเป็นระบบ: ทักษะนี้ช่วยให้รู้จักผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการขาย และเข้าใจว่าควรดำเนินการอย่างไรเพื่อเพิ่มโอกาสชนะดีล
- จัดการข้อคัดค้าน(Objection) และนำเสนอขายอย่างมีประสิทธิภาพ: ทักษะนี้ช่วยให้เข้าใจอุปสรรคทางอารมณ์และเหตุผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการปฏิเสธ สามารถตอบข้อคัดค้าน และนำเสนอขายได้อย่างมืออาชีพ
- เจรจาและปิดการขายอย่างมืออาชีพ: ทักษะนี้ช่วยให้ได้เรียนรู้ทักษะการเจรจาแบบ B2B และวิธีสังเกตสัญญาณการซื้อ (Buying Signals) เพื่อปิดการขายอย่างมั่นใจ โดยเน้นที่การสร้างคุณค่า แทนการลดราคาโดยไม่จำเป็น
รายละเอียดหลักสูตร Essentials of B2B Selling & Closing เพิ่มเติม
ติดต่อปรึกษา BASE Playhouse ฟรี! โทร 094-191-4626 หรือกรอกข้อมูลเพื่อติดต่อกลับ
อ้างอิงจาก
จิตวิทยาการโน้มน้าวใจ 5 เทคนิคพูดอย่างไร ให้คนเชื่อใจและยินดีทำตาม, iSTRONG
6 วิธีโน้มน้าวใจคนให้คิดดูใหม่, CREATIVE TALK

.png)





