เรียนรู้แบบแก้ปัญหา! ทำความรู้จัก Problem-Based Learning และความต่างจาก Project-Based
Problem-Based Learning ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ การวิเคราะห์เชิงลึก และการแก้ปัญหา Project-Based Learning เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดกรสร้างผลงาน

หากต้องสรุปสั้นๆ Problem-based learning คือการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหา ซึ่งแตกต่างจาก Project-Based Learning คือ การเรียนรู้ที่ให้ชิ้นงานหรือกิจกรรมเป็นพื้นฐาน โดยทั้งสองแนวทางมีข้อดีที่ต่างกัน
ในบทความนี้ BASE Playhouse ขอจะนำเสนอถึงจุดเน้นและความแตกต่างของการเรียนรู้ทั้งแบบ Problem-based และ Project-based
Problem-Based Learning (PBL) คืออะไร?
Problem-Based Learning (PBL) คือ การเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเป็นปัญหารอบตัวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ใช้ “ปัญหา” เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ สนับสนุนให้ผู้เรียนสืบค้นข้อมูลด้วยตนเอง หรือเรียกว่า การขับเคลื่อนโดยผู้เรียน รวมไปถึงการตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในกลุ่ม เพื่อให้ได้ความรู้และวิธีการจัดการปัญหา
Problem-Based Learning จึงส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ฝึกการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ดังนั้นการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐานจึงเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตหรือการทำงานในอนาคต
%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3_%20-min.jpg)
Project-Based Learning คืออะไร?
Project-Based Learning คือ รูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้กิจกรรมหรือโปรเจกต์เป็นฐาน เป็นการเรียนรู้ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานหรือนวัตกรรมที่เป็นรูปธรรมในระยะยาว ในรูปแบบการเรียนรู้นี้ผู้เรียนจะเลือกกิจกรรมหรือโครงการที่ตนเองสนใจและมีความถนัด ผ่านการใช้กระบวนการเชิงวิทยาศาสตร์ในการส่งเสริมผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้และลงมือทำจริงจนกว่าจะได้คำตอบและสิ่งที่ต้องการสร้างสรรค์ขึ้น
วัตถุประสงค์หลักของ Project-Based Learning คือ การบูรณาการความรู้และทักษะจากหลากหลายสาขาเพื่อสร้างผลงานที่สมบูรณ์และมีความหมาย ในโครงการหนึ่งผู้เรียนจะได้ฝึกทั้งการใช้ความรู้ทั้งทางด้านเนื้อหาและกระบวนการ ทั้งการออกแบบ การวิจัย การนำเสนอ และการประเมินผล จึงเป็นการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการควบคู่ไปกับผลลัพธ์ด้วย Project-Based Learning มีหลักการสำคัญ คือ
- การมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ที่ให้ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดแนวทางและขั้นตอนการทำงานด้วยตนเอง ผู้สอนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและอำนวยความสะดวก
- ความเชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง โครงการที่ใช้สำหรับเรียนรู้จะต้องเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์จริงในสังคม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง
- การปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ผู้เรียนจะต้องลงมือปฏิบัติเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มการออกแบบ วางแผน การทดลอง จนถึงการสร้างผลงานจริง จะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะอย่างหลากหลาย
Project-Based vs Problem-Based Learning ต่างกันยังไง?
Problem-Based Learning และ Project-Based Learning มีจุดร่วมในแง่ที่เป็นรูปแบบของการเรียนรู้ที่เน้นตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้เชิงรุก และการทำงานร่วมกัน ทว่าทั้งสองรูปแบบก็ยังมีความแตกต่างกันในด้านโครงสร้างและผลลัพธ์ที่ได้ ความแตกต่างของการเรียนรู้ทั้งสองรูปแบบมีดังนี้
- จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้
- Problem-Based Learning เริ่มต้นจาก “ปัญหา” ที่ชัดเจนและเกิดขึ้นจริง เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา
- Project-Based Learning เริ่มต้นจาก “การสร้างผลงาน” ที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ รายงาน สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม เป็นต้น
- เป้าหมายการเรียนรู้
- Problem-Based Learning มุ่งพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ การให้เหตุผล และการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
- Project-Based Learning มุ่งเน้นการพัฒนาผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์
- ระยะเวลาและความซับซ้อน
- Problem-Based Learning ใช้เวลาสั้นกว่า มักจะดำเนินการภายในช่วงระยะเวลาของชั้นเรียนหรือการฝึกอบรม
- Project-Based Learning ใช้เวลามากกว่า มีขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน ผ่านกระบวนการการออกแบบ วางแผน และลงมือปฏิบัติจริง
- ผลลัพธ์การเรียนรู้
- Problem-Based Learning จะได้ผลลัพธ์ในเชิงข้อเสนอ แนวทางการแก้ไขปัญหา ข้อสรุปจากการวิเคราะห์
- Project-Based Learning จะได้ผลลัพธ์ในเชิงรูปธรรม เช่น แบบจำลอง สื่อสร้างสรรค์ หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้งานได้จริง

การประยุกต์ใช้ Project-Based vs Problem-Based Learning ในที่ทำงาน
Problem-Based Learning
Problem-Based Learning ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ การวิเคราะห์เชิงลึก และการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกการตั้งคำถาม ค้นคว้า และสามารถให้เหตุผลอย่างเป็นระบบ เหมาะสำหรับการเรียนรู้ที่เน้นแนวคิด (Conceptual) หรือ กระบวนการคิด (Thinking Process) การประยุกต์ใช้ Problem-Based Learningในงานจริง มีให้เห็นในหลายสาขา เช่น
- การศึกษา STEM เช่น กรณีการออกแบบระบบกรองน้ำสะอาดจากวัสดุท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในพื้นที่ขาดแคลน
- กรณีศึกษาทางธุรกิจ เช่น ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ เพื่อแก้ปัญหายอดขายสินค้าที่ลดลง
- โครงการพัฒนาซอฟท์แวร์ เช่น การออกแบบแอปพลิเคชันเพื่อแก้ไขปัญหาข้อมูลลูกค้าที่ไม่เป็นระบบและมีการข้อร้องเรียนจำนวนมาก
Project-Based Learning
Project-Based Learning เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดการสร้างสรร์ผลงาน มีการพัฒนาทักษะการจัดการโครงการ ความคิดสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกัน เหมาะสำหรับการเรียนรู้ที่มุ่งเน้น “การสร้างผลงาน“ (artifact-centered) สำหรับการประยุกต์ใช้ Project-Based Learning สามารถทำได้หลากหลายกว้างขวางมากในทุกๆ สาขา เช่น
- การศึกษา STEM เช่น การทำโครงการหุ่นยนต์ตรวจจับสิ่งกีดขวาง หรือการสร้างระบบปลูกพืชอัตโนมัติ เป็นต้น
- กรณีศึกษาทางธุรกิจ เช่น โครงการ Startup ในเชิงธุรกิจ การพัฒนาต้นแบบทางธุรกิจจริง กาสร้างแผนธุรกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การจำลองตลาด การออกแบบกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เป็นต้น
- โครงการพัฒนาซอฟท์แวร์ เช่น การสร้างระบบติดตามสุขภาพ ระบบการจัดการห้องสมุดดิจิทัล ระบบบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น

สรุป
Problem-Based Learning และ Project-Based Learning คือ รูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้เชิงรุก และการทำงานร่วมกัน ทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างกันในด้านจุดเริ่มต้น เป้าหมาย ระยะเวลา ความซับซ้อน และผลลัพธ์ที่ได้ โดยการเรียนรู้ทั้งสองรูปแบบจะทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะรอบด้านที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตและการทำงานในอนาคตได้
BASE Playhouse ให้ความสำคัญกับทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และทักษะการแก้ไขปัญหาซับซ้อนในองค์กร จึงได้ออกแบบโปรแกรมการเรียนรู้ Critical Thinking For Complex Problem Solving ที่ผู้เรียนจะเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้ การลงมือปฏิบัติจริง ฝึกการใช้ทักษะในการแก้ปัญหา ช่วยให้บุคลากรมีการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล คิดเป็นระบบ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น






